ประวัติ และความเป็นมาของวัดพุทธรังษี
ประวัติ และความเป็นมาของวัดพุทธรังษี, แอนนันเดล
วัดพุทธรังษี ตามที่ทราบกันโดยทั่วไปของประชาชน มีสถานที่ตั้งวัดอยู่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย มีอยู่สามแห่งด้วยกัน คือ ที่สแตนมอร์ ซึ่งเรามักจะเรียกกันด้วยคำสั้น ๆ ว่า วัดสแตนมอร์ ชื่อเรียกเป็นทางการคือ วัดพุทธรังษี สแตนมอร์ เป็นวัดแห่งแรกและเป็นวัดต้นแบบของพุทธศาสนาแบบเถรวาทในประเทศออสเตรเลีย แห่งที่สองคือ วัดป่าลูเมียห์ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า วัดป่าพุทธรังษี ลูเมียห์ตั้งอยู่ที่เมืองแคมเบลล์ทาวน์ และแห่งที่สามคือ วัดแอนนันเดล ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า วัดพุทธรังษี แอนนันเดล มีสถานที่ตั้งอยู่ในเขตแอนนันเดล จึงเรียกขานนามกันตามสถานที่ตั้งอยู่ของวัด เพื่อให้จำง่าย และเรียกชื่อให้สั้นขึ้นของคนทั่วไป
ตามประวัติของวัดพุทธรังษีทั้งสามแห่ง ก่อนมีการย้ายที่ตั้งของวัดอีกสองแห่งออกไปในภายหลัง ได้กล่าวไว้ในหนังสือพิธีเปิดเจดีย์ วัดป่าพุทธรังษี ลูเมียห์ (24 พ.ย.2534) โดยสรุปว่า ในปี พ.ศ. 2515 สมาคมชาวพุทธแห่งรัฐนิวเซ้าธ์เวลส์ (Buddhist Society of NSW) ได้มีหนังสือถึงมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร บางลำภู กรุงเทพมหานคร เรียนเชิญให้นำพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท และเชิญให้มาสร้างวัดเพื่อเป็นศาสนสถานที่เคารพสักการะบูชา และปฏิบัติธรรมของชาวพุทธทั่วไป ในประเทศออสเตรเลีย โดยท่านทูตแห่งกรุงแคนเบอร์รา (Canberra คือเมืองหลวง ของออสเตรเลีย) ในขณะนั้น คือ ฯพณฯ เอกอัครราชทูต คุณประสงค์ บุญเจิม ได้ทำหนังสือกราบทูลเจ้าพระคุณฯ สมเด็จพระญาณสังวร ซึ่งเป็นองค์ประธานนายกกรรมการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในครั้งสมัยนั้น ดังนั้น ในปี พ.ศ.2516 มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และวัดบวรนิเวศ จึงได้ส่งพระสองรูป คือ พระปริยัติกวี (ปัจจุบันคือ พระเดชพระคุณฯ พระสาสนโสภณ) และพระขันติปาโล (พระสงฆ์ชาวอังกฤษ ที่บวชในพระพุทธศาสนา) มาพักอยู่จำพรรษา ณ บ้านเลขที่ 9 Ripon Way Street Roseberry โดยได้รับความช่วยเหลือ จากชาวพุทธทั้งที่เป็นชาวไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งพุทธสมาคมแห่งรัฐนิวเซ้าธ์เวลล์
ในราวประมาณ เดือนธันวาคม พ.ศ.2517 คณะพระสงฆ์ และชาวพุทธทั่วไปประกอบด้วยชาวออสเตรเลีย ไทย พม่า ศรีลังกา และอื่นๆ ได้ประชุมตกลงกันโดยมีความเห็นพ้องต้องกัน ว่า ควรที่จะตั้งวัดหรือหาสถานที่ตั้งวัดกันใหม่ จึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่งอยู่ที่ สแตนมอร์ ซึ่งได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือโดย คุณหญิงละมูน มีนะนันท์ ผ่านทางมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศ ซึ่งได้บริจาคทุนทรัพย์ในการสร้างวัด และซื้อที่ดิน และต่อมาภายหลัง เจ้าพระคุณฯ สมเด็จพระญาณสังวร ทรงประทานนามวัดที่สแตนมอร์ว่า วัดพุทธรังษีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
วัดพุทธรังษี สแตนมอร์ ได้ทำการเปิดวัดอย่างเป็นทางการเมื่อวันวิสาขบูชา วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2518 โดยมีเจ้าพระคุณฯ สมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ทรงเป็นประธานฝ่ายฆราวาส
ประวัติการสร้างวัดป่าพุทธรังษี ลูเมียห์
ในปีพุทธศักราช 2523 ชาวพุทธเป็นจำนวนมากได้เริ่มอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลีย จากโพ้นทะเล และจากประเทศแถบเอเชียตอนใต้ ในจำนวนผู้อพยพนั้น เป็นชาวพุทธทั้งลาว เขมร และเวียตนาม เป็นต้น และชาวพุทธเหล่านั้นต้องการจะสร้างวัด ทำวัดให้เป็นชุมชนตนเอง ด้วยเหตุนี้ วัดพุทธรังษี สแตนมอร์ จึงเริ่มมองเห็นโอกาส และมองเห็นการณ์ไกลในอนาคต ที่จะทำการย้ายสถานที่สร้างวัดแห่งใหม่ ประกอบกับวัดพุทธรังษี สแตนมอร์ มีสถานที่ไม่สะดวกเอื้ออำนวย ต่อพุทธศาสนิกชน ที่มาเยี่ยมวัด ถึงแม้ว่าต่อมาภายหลัง มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และวัดบวรนิเวศได้บริจาคเงินซื้อที่ดิน และบ้านอีกสองหลังเพิ่มเติมอีกก็ตาม ถึงกระนั้น ทางวัดก็ไม่อาจทำการก่อสร้าง หรือปลูกสร้างศาลาหลังใหม่ เพื่อที่จะรองรับศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วไปทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เนื่องจากทางการสำนักเทศบาลไม่อนุญาต และเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงไม่เห็นด้วยหลายประการ วัดพุทธรังษี สแตนมอร์ จึงไม่สามารถดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดเอาไว้ ต่อมาจึงได้ทำการขายที่ดินบางส่วน และบ้านอีกสองหลัง เพื่อเก็บรวบรวมทุนทรัพย์ปัจจัย นำไปซื้อที่ดินสร้างวัดแห่งใหม่ ที่ตำบลลูเมียห์ อำเภอแคมเบลล์ทาวน์ ในปีพุทธศักราช 2527
ดังนั้น ในเวลาต่อมา หลังจากซื้อที่ดินแล้วประมาณ 3-4 ปี จึงเริ่มทำการก่อสร้างวัดแห่งใหม่ ซึ่งเรียกชื่อภายหลังว่า วัดป่าพุทธรังษี ลูเมียห์ โดยมีพิธีการวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2531 และใช้เวลาในการก่อสร้างอยู่ประมาณ 8 เดือนจึงแล้วเสร็จ และได้ทำการเปิดวัดอย่งเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2531 โดยมีพระเดชพระคุณฯ พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย แห่งกรุงแคนเบอร์รา คุณเจตน์ สุจริตกุล และท่านกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ คุณสุวิทย์ สิมะกุล เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และในวันเดียวกันนี้ วัดป่าพุทธรังษี ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์งานก่อสร้างพระเจดีย์พุทธรังษี ซึ่งต่อมาได้เริ่มงานก่อสร้าง หลังจากทำพิธีวางศิลาฤกษ์แล้วประมาณ 3 ปีจึงแล้วเสร็จ โดยได้ประกอบพิธีเฉลิมฉลองพระเจดีย์พุทธรังษี ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2534 โดยมีพระเดชพระคุณฯ พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมทั้งคณะสงฆ์จากเมืองไทย ร่วมงานในพิธีดังกล่าว และคุณรองเพชร สุจริตกุล รองเอกอัครราชทูตไทย แห่งกรุงแคนเบอร์รา และท่านกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ คุณสำเริง ลักษณะสุต เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
ประวัติการตั้งวัด/สร้างวัดพุทธรังษี แอนนันเดล
วัดพุทธรังษี แอนนันเดล เป็นวัดไทยแบบเถรวาท ในบวรพระพุทธศาสนา และอยู่ในความอุปถัมภ์ของมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในท่ามกลางชุมชนไทยนครซิดนีย์ สถานที่ตั้งวัด คือ เลขที่ 49 ถนนทราฟัลการ์ เขตแอนนันเดล นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย วัดแห่งนี้ ได้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 เดือนมีนาคม 2538 โดยผ่านการซื้อขายประมูลราคาตามกฎหมายรัฐบาลออสเตรเลีย มีพื้นที่ประมาณ 303.56 ตารางวา หรือประมาณ 1,214.24 ตารางเมตร ปัจจุบันวัดแห่งนี้นอกจากจะเดินทางไปมาสะดวกแล้ว อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนไทยอีกส่วนหนึ่งด้วย
ประวัติเรื่องราวและความเป็นมา
เริ่มต้นที่ หลังจากที่มีการย้ายวัดไปสร้างที่แห่งใหม่ คือวัดป่าพุทธรังษี ลูเมียห์ เมืองแคมเบลทาวน์ ตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น วัดพุทธรังษี สแตนมอร์ จึงกลายเป็นสถานที่คับแคบลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะบ้านและที่ดินบางส่วนได้ถูกขายไป เพื่อเก็บรวบรวมทุนปัจจัยสร้างวัดแห่งใหม่พร้อมกันนี้ยังมีปัญหาอีกหลาย ประการ คือเพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ทำการร้องเรียนต่อทางการคือสำนักเทศบาล เรื่องการทำเสียงดังรบกวน และการจัดการเรื่องจราจรของวัด เป็นต้น
ต่อมาในปี พ.ศ.2538 วัดพุทธรังษี สแตนมอร์ ขณะนั้น พระเดชพระคุณฯ พระสุวีรญาณ (ปัจจุบันคือ พระธรรมเจติยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส จึงได้ร่วมประชุมปรึกษาหาหรือ กับคณะสงฆ์และญาติโยม โดยมีท่านกงสุลใหญ่ และเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้นด้วย จึงได้มีการลงมติในที่ประชุมพิจารณา ถึงสถานที่สร้างวัดแห่งใหม่ เนื่องจาก วัดพุทธรังษี สแตนมอร์ มีความคับแคบ ไม่พอเพียงกับจำนวนของพุทธศาสนิกชนที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เมื่อมีการประกอบพิธีกรรม หรือศาสนพิธีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา หรือประกอบกิจกรรมอย่างอื่น เช่น เปิดทำการการเรียนการสอนภาษาไทยภายในวัด เป็นต้น ทำให้เกิดเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านใกล้เคียง และยังมีปัญหาอื่นๆอีกเกิดขึ้นตามมาอยู่เสมอๆ ดังนั้น คณะกรรมการวัด จึงได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ในที่สุดก็มีความคิดเห็นพ้องกันว่า ควรที่จะมองหาสถานที่สร้างวัดแห่งใหม่ที่เหมาะสม อันตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากตัวเมืองซิดนีย์มากนัก
ต่อมา ในราวประมาณเดือนมีนาคม 2538 ทางวัดจึงได้สำรวจพบอาคารและที่ดิน ตั้งอยู่เลขที่ 49 ถนนทราฟัลการ์ แอนนันเดล มีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นสถานที่ตั้งวัดพุทธรังษี แห่งใหม่ อีกทั้งยังสามารถที่จะทำการพัฒนาต่อไปได้อีกในอนาคต
ดังนั้น คณะสงฆ์และคณะพุทธบริษัท จึงได้ทำหนังสือแจ้งให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยทราบเรื่อง และขอกู้ยืมเงิน เพื่อเป็นทุนทดรองจ่ายในการจัดซื้อที่ดินแห่งใหม่เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน) อาคารและที่ดินแห่งนี้บริษัท Ray & White ได้ปิดประกาศประมูลโดยการประกวดราคา พร้อมกันนี้วัดพุทธรังษี จึงขอให้บริษัทดังกล่าวตรวจสอบ และยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า พี้นที่ดังกล่าวสามารถขออนุญาตจากทางการสำนักเทศบาล สร้างเป็นศาสนสถาน หรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้หรือไม่ หลังจากที่ทางวัดพุทธรังษี ได้ทราบข้อมูลโดยละเอียดแล้ว ท่านเจ้าอาวาส (พระสุวีรญาณ) จึงมอบหมายให้คุณมานพ เกียรติประเสริฐ และคุณโกมุท สิงหรา ณ อยุธยา เป็นผู้เข้าร่วมประมูลประกวดราคาซื้ออาคารและที่ดิน เลขที่ 49 ถนนทราฟัลการ์ แอนนันเดล โดยได้ชนะประมูลประกวดราคาซื้อเป็นมูลค่าจำนวนเงิน 710,000 เหรียญดอลลาร์ออสเตรเลีย
ต่อมาในวันที่ 8 เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2538 เป็นวันแรกแห่งการย้ายจากวัดพุทธรังษี สแตนมอร์ เข้ามาสู่สถานที่ตั้งวัดแห่งใหม่ และเริ่มทำการก่อสร้าง ตกแต่งและปรับปรุงเรื่อยมาจนกระทั่งวัดแล้วเสร็จ และสามารถที่จะประกอบพิธีกรรมต่างๆได้ตามปกติ จึงในเวลาต่อมาคณะสงฆ์ พร้อมทั้งคณะพุทธบริษัทชาวไทย และชาวต่างประเทศ ได้ร่วมกันเฉลิมฉลอง วัดแห่งใหม่ ที่มีนามเรียกกันว่า วัดพุทธรังษี แอนนันเดล ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
วัดพุทธรังษี แอนนันเดล ทำการเปิดวัดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2542 โดยมีพระเดชพระคุณฯ พระญาณวโรดม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย แห่งกรุงแคนเบอร์รา คุณลักษณาจันทร์ เลาหะพันธ์ และท่านกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ คุณชัยยงค์ สัจจานนท์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
รายนามพระสงฆ์พำนักอยู่จำพรรษา ปี 2550-2551
1. พระครูปลัดอภิชัย อภิปุญโญ
2. พระประเสริฐ อติสโย
3. พระมหาวิรัตน์ สุเมธิโก
4. พระมหาวีระยุทธ วีรสกฺโก
5. พระพิชัย ฉินฺนกาโม
6. พระบุญนำ มนาโป
กิจวัตรประจำวันของพระภิกษุสงฆ์
เวลา ๐๔.๓๐ – ๐๕.๐๐น. ตื่นนอน ปฏิบัติกิจธุระส่วนตัว
เวลา ๐๕.๐๐ – ๐๖.๐๐ น. เจริญจิตภาวนา นั่งสมาธิ
เวลา ๐๖.๐๐ – ๐๗.๐๐ น. ทำวัตรเช้า ไหว้พระ สวดมนต์
เวลา ๐๗.๐๐ – ๐๘.๐๐ น. ทำความสะอาด บริเวณวัด /ฉันน้ำปานะ
เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๐.๓๐ น. ต้อนรับศรัทธาของญาติโยมที่มาเยี่ยมวัด (ภาคเช้า)
เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ฉันภัตตาหาร
เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. ต้อนรับศรัทธาของญาติโยมที่มาเยี่ยมวัด (ภาคบ่าย)
เวลา ๑๘.๓๐ – ๒๐.๓๐ น. ทำวัตรเย็น ไหว้พระ สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา
กิจกรรมวันทำบุญอาทิตย์สุดท้ายของเดือน
ตามปกติวัดพุทธรังษี แอนนันเดล เป็นวัดไทยที่ถือปฏิบัติกิจสงฆ์ฉันเอกามื้อเดียว วันทำบุญพิเศษ คือวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน จะจัดกิจกรรมให้มีการทำบุญโดยเริ่มพิธีด้วยการไหว้พระนมัสการพระรัตนตรัย สมาทานศีล รับศีล (โดยส่วนมากจะรับศีล 5 ในวันพระ หรือวันธรรมสวนะ จะรับถือปฏิบัติอุโบสถศีล ) พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ (สวดพาหุง) เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้น พระสง์ทั้งหมดก็จะออกเดินรับบิณฑบาต ภายในบริเวณวัดด้านนอกศาลาอาคารเอนกประสงค์คู่แฝดของวัด ถ้าหากว่า วันไหนมีฝนตก พระสงฆ์ก็จะออกรับบิณฑบาต ภายในศาลาด้านใน เพื่อป้องกันฝน และสะดวกแก่ญาติโยมที่มาร่วมทำบุญ ในวันดังกล่าว
กิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และวันอื่นๆ
วัด พุทธรังษี แอนนันเดล ได้ปฏิบัติศาสนกิจเช่นเดียวกันกับวัดไทยทุกแห่งทั้งที่ในประเทศไทย หรือต่างประเทศ โดยเฉพาะวันสำคัญ หรือการปฏิบัติกิจวัตร เกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอาทิ เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันทำบุญกฐิน วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันทำบุญขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ เป็นต้น ในส่วนที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับพิธีทางพระพุทธศาสนานั้น พระสงฆ์ รวมทั้งอุบาสกอุบาสิกา และชาวพุทธทั้งหลาย ก็จะถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน คือมีพิธีปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเจริญจิตภาวนา สาธยายพระพุทธมนต์ รักษาอุโบสถศีล และร่วมประกอบพิธีเวียนเทียนกันตามปกติ
ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันอาทิ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันนักขัตฤกษ์อื่นๆ จะประกอบพิธีให้สอดคล้องกับวิถีไทยวิถีพุทธ เพื่อเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามของชาวไทยเอาไว้
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และสาธารณสงเคราะห์
เนื่องจากวัดพุทธรังษี แอนนันเดล ตั้งอยูในท่ามกลางชุมชน การเดินทางคมนาคม มีความสะดวกสบาย เหมาะแก่การมาเยี่ยมเยือน จึงมีประชาชนชาวไทย และต่างประเทศมาเยี่ยมชมวัดอยู่ประจำมิได้ขาด พระสงฆ์ได้ปฏิบัติศาสนกิจบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมทั้งทางตรง และทางอ้อมโดยปริยาย โดยให้ความช่วยเหลือปฏิบัติศาสนกิจ ให้กับประชาชนเริ่มตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งวายชนม์ งานอีกประการหนึ่งคือ เนื่องจากวัดเป็นศูนย์กลางในชุมชนจึงมีนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถม จนกระทั่งถึงระดับชั้นมัธยม ได้มาเยี่ยมวัด พร้อมทั้งได้ศึกษาพระพุทธศาสนา เป็นความรู้พื้นฐานเบื้องต้น พร้อมกันนี้ทางวัดยังได้ให้ความร่วมือกับโรงเรียนวัดพุทธรังษี สอนภาษาไทยภาคฤดูร้อนอีกด้วย ในการอบรมจริยธรรมและทำกิจกรรมร่วมกันอื่นๆ เช่น การทำบุญตักบาตรในวันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น
ประวัติ และความเป็นมาของวัดสังฆรัตนาราม โกล์ดโคสต์
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2540 เป็นต้นมา คณะศรัทธาญาติโยม อุบาสก อุบาสิกาชุมชนชาวไทย ที่อาศัยอยู่เมืองโกลด์ โคสท์ และบริเวณเมืองใกล้เคียง รัฐควีนส์แลนด์ ได้นิมนต์พระสงฆ์จากนครซิดนีย์อาทิ เช่น พระเทพญาณกวี พระวิบูลสีลาภรณ์ (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ ที่ พระราชสีลาภรณ์) และพระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่ พระปรีชาญาณวิเทศ) เป็นต้น เพื่อไปเยี่ยมเยือน และเพื่อประกอบศาสนพิธี เช่น การทำบุญเปิดร้านอาหาร ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ หรืองานบุญพิธีอวมงคล เช่น พิธีปลงศพ เป็นต้น ต่อมาจึงมีความดำรินิมนต์พระสงฆ์เพื่อให้อยู่จำพรรษา และประสงค์จะตั้ง/สร้างวัดไทย ณ เมืองโกลด์ โคสท์ เนื่องจากชุมชนชาวไทยได้ขยายเติบโตมากขึ้น ต้องการมีวัดมีพระศาสนา เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จึงกราบนิมนต์พระเถรานุเถระทั้งหลาย โดยมีพระราชสีลาภรณ์ และพระปรีชาญาณวิเทศ เป็นต้น พร้อมทั้งคณะสงฆ์ส่วนหนึ่ง ได้เดินทางขึ้นไปเยี่ยมเยือน ตรวจดูสถานที่ ความเหมาะสม บุคลากร และชุมชนชาวไทย ในเมืองโกลด์ โคสท์ ต่อมาก็ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างคณะสงฆ์ และฆราวาสญาติโยมทั้งหลาย ซึ่งก็ได้ข้อตกลงกัน มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้เรื่องการตั้งวัดไทย ที่เมืองโกลด์ โคสท์นี้ มอบให้เป็นภาระรับผิดชอบ พร้อมทั้งให้การดำเนินงานทั้งหมด ขึ้นอยู่กับวัดพุทธรังษี แอนนันเดล เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบตลอดไป
วันที่ 17 กรกฎาคม 2548 เป็นวันแรกที่คณะสงฆ์ มีพระราชสีลาภรณ์ และพระปรีชาญาณวิเทศ พร้อมกับคณะสงฆ์ จากนครซิดนีย์ จากเมืองแคนเบอร์รา และจากนครเมลเบิร์น เป็นต้น ได้ร่วมกันทำบุญเป็นสักขีพยานในการเปิดวัด โดยได้เช่าบ้านหลังหนึ่งทำเป็นวัดชั่วคราว พร้อมทั้งได้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 3 รูป เพื่ออยู่จำพรรษาในปีนั้น โดยมีพระละม้าย อภิสโม เป็นหัวหน้าพระสงฆ์
สำหรับการเช่าบ้านนั้น ได้จ่ายค่าเช่าบ้านเป็นรายสัปดาห์ๆ ละ 400 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (สี่ร้อย เหรียญออสเตรเลียถ้วน) หนึ่งเดือนจะจ่ายค่าเช่าบ้าน ประมาณ 1,200 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (หนึ่งพันสองร้อยเหรียญออสเตรเลีย) ค่าใช้จ่ายนี้ ไม่คิดรวมค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นต้น จึงเป็นอันว่า โดยเฉลี่ยแล้วค่าใช้จ่ายจะตกอยู่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (สองพันเหรียญ ดอลลาร์ออสเตรเลีย)
ต่อมา เมื่อเช่าบ้านได้ประมาณ 2 เดือน คณะสงฆ์และฆราวาสญาติโยมทั้งหลาย จึงมีการประชุมปรึกษาหารือกันใหม่ มีข้อสรุปว่า เมื่อพิจารณาระหว่างการจ่ายค่าเช่าบ้าน และการซื้อบ้านหลังใหม่ ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ก็ตกเกือบจะประมาณเท่าๆ กัน” ซึ่งทุกฝ่ายคือพระสงฆ์ และฆราวาส ได้ลงมติมีความคิดเห็นเป็นอันเดียวกัน ว่า ควรจะแสวงหาสถานที่ซื้อบ้านหลังใหม่ ตั้งเป็นวัดในโอกาสต่อไป
วัดใหม่ ซื้อบ้านอาคารหลังแรก
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2548 วัดพุทธรังษี แอนนันเดล จึงได้ตัดสินใจซื้อบ้านพร้อมที่ดินแห่งใหม่ มีบริเวณพื้นที่ 4,195 ตารางเมตร (ประมาณ 2.5 ไร่) ด้านหน้าของวัด มีขนาดความกว้าง 90 เมตร ด้านข้างซ้ายมีขนาดความกว้าง 82.50 เมตร ด้านหลังมีขนาดความยาว 65 เมตร ด้านขวามีขนาดความยาว 90 เมตร ในพื้นที่ของบ้านหลังนั้น มีต้นไม้รื่นรมย์ อยู่ในเขตพื้นที่ไม่ห่างไกลจากชุมชนไทยมากนัก บ้านหลังนี้ซื้อได้ในราคา 550,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ห้าแสน ห้าหมื่น เหรียญออสเตรเลียถ้วน) โดยมีคุณเอกสิทธิ์ (นิค) พัฒนศรี ติดต่อประสานงานฝ่ายทนายความ และรับเป็นผู้ค้ำประกันกู้เงินกับธนาคาร ซึ่งมีพระครูปลัดอภิชัย อภิปุญโญ เป็นผู้เซ็นสัญญา พระละม้าย อภิสโม และพระมหาวิรัตน์ สุเมธิโก ร่วมเป็นสักขีพยาน
สำหรับบ้านหลังนี้ ทางวัดจะต้องใช้หนี้จ่ายเงินคืนให้กับธนาคาร เป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ซึ่งทางวัดจะต้องจ่ายเงินทดแทนคืน ให้กับธนาคารเป็นรายสัปดาห์ๆ ละ 800 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (แปดร้อย เหรียญออสเตรเลียถ้วน) โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายประมาณ 3,200 เหรียญออสเตรเลียต่อเดือน
ต่อมา วันที่ 27 เดือนพฤศจิกายน 2548 ได้ทำการย้าย จากบ้านเช่าหลังเก่า เข้ามาอยู่ในสถานที่ตั้งวัดแห่งใหม่ พร้อมกับประกอบบุญพิธี รับมอบบ้านหลังดังกล่าว โดยในวันนั้น มีแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน ร่วมเป็นสักขีพยานอาทิ เช่น พระโสภณธรรมาภรณ์ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ คุณสุจิตรา หิรัญพฤกษ์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงแคนเบอร์รา คุณบิล วิลเลียม เจมส์ ดันน์ กงสุลกิตติมศักดิ์ประจำนครบริสเบน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ได้ให้เกียรติมาร่วมงานทำบุญพิธี ในวันทำบุญเปิดวัดใหม่ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นด้วย
หลังจากนั้น ก็มีข่าวดีตามอีก คือมีเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่รั้วชิดติดกันกับวัด ต้องการย้ายบ้านไปอยู่สถานที่อื่น จึงได้ขอเสนอขายบ้านพร้อมที่ดินให้กับทางวัด ทางวัดจึงได้ระดมความคิดหารือกัน หาข้อมูลเพิ่มเติมกันจากหลายๆ ฝ่าย ในเวลาต่อมา คณะสงฆ์ และฆราวาสญาติโยม ก็ได้ประชุมตกลงกันตัดสินใจซื้อบ้านหลังที่สองอีกแห่งหนึ่ง
วัดใหม่ ซื้อบ้านอาคารหลังที่สอง
ดังนั้น เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2549 วัดพุทธรังษี แอนนันเดล จึงได้ทำสัญญาซื้อบ้านพร้อมที่ดินแห่งที่ 2 สำหรับบ้านหลังที่สองนี้มีพื้นที่ 2,309.5 ตารางเมตร (ประมาณ ๑.๕ ไร่) ทำการซื้อได้ในราคา 570,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ห้าแสน เจ็ดหมื่น เหรียญออสเตรเลีย) โดยมีคุณวัฒน์ คุณสุทธินันท์ (ซูซาน) สกุลวิมุต สองสามีภรรยา เป็นผู้ติดต่อประสานกับทนายความและทำการกู้ยืมเงินทุนช่วยเหลือวัด ซึ่งมีพระครูปลัดอภิชัย อภิปุญโญ เป็นผู้เซ็นสัญญา พระละม้าย อภิสโม และพระมหาวิรัตน์ สุเมธิโก ร่วมเป็นสักขีพยานสำหรับบ้านหลังที่สองนี้ ทางวัดจะต้องจ่ายเงินทดแทนคืนให้กับธนาคารเป็นระยะเวลา 30 ปี โดยจะต้องชำระคืนให้กับธนาคารเป็นรายสัปดาห์ๆละ 900 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (เก้าร้อย เหรียญออสเตรเลียถ้วน) โดยเฉลี่ยแล้วจะต้องจ่ายเงินคืนให้กับธนาคารเดือนละประมาณ 3,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (สามพัน หกร้อย เหรียญดอลลาร์ออสเตรเลียถ้วน)
สำหรับบ้านหลังที่สองนี้ ความจริงได้ถูกขายให้กับคนอื่นเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากว่าผู้ซื้อ ได้ทำสัญญาเอกสารไม่ผ่านทางด้านกฎหมาย จึงเป็นโอกาสดีสำหรับทางวัด เพราะว่าวัดมีโครงการขยายพื้นที่ให้กว้างขวางเพิ่มมากขึ้น
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทางวัดตัดสินใจ ซื้อบ้านหลังที่สอง เพราะว่ามีข้อดีทางกฎหมาย (ถ้าหาก สถานที่แห่งนั้นถูกซื้อเปลี่ยนไปเป็นบ้านพักคนชรา หรือโรงเรียน เงื่อนไงที่ทางวัดซื้อบ้าน จะจัดตั้งเป็นวัดก็จะต้องเปลี่ยนไป เป็นต้น) อีกทั้งยังป้องกันเพื่อนบ้านร้องเรียน ต่อทางรัฐบาลท้องถิ่น เวลาที่ญาติโยมมาเยี่ยมวัด หรือมาทำบุญที่วัด บางที่มีการพูดคุยส่งเสียงดังมาก จึงเป็นวิธีการป้องกันโดยทางอ้อมอีกประการหนึ่งด้วย
โครงการและแผนการดำเนินงานของวัดในอนาคต
- จดทะเบียนเป็นองค์กรการกุศล หรือเป็นองกรชาวพุทธ (Incorporation & Association)
- จดทะเบียน ขึ้นเป็นองค์กรกับรัฐบาลท้องถิ่น (The Gold Coast City Council) เพื่อยกระดับวัด เป็น Place of Worship หรือ Meditation Center & Practice
- ยื่นฟอร์มขอการยกเว้นภาษีทุกชนิด เช่น ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน เป็นต้น
- ขอสิทธิพิเศษ (Tax Deductible) เพื่อเป็นการยื่นขอลดภาษี ให้กับผู้ที่ขอบริจาคให้กับทางวัด ช่วยให้ไม่ต้องจ่ายภาษีแพง
- แผนงาน/แปลนวัดในอนาคต สร้างศาลาอเนกประสงค์ กุฏิพระสงฆ์ และกุฏิกรรมฐาน ที่พักสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม เป็นต้น
สถานภาพเหตุการณ์ปัจจุบันของวัด
ในปัจจุบัน วัดสังฆรัตนารามได้รับการต้อนรับ ความสนใจ และสนับสนุนจากพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ทั้งชาวไทย และต่างประเทศ วัดสังฆรัตนารามแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจ นอกจากนี้ พระสงฆ์ยังถือว่าเป็นผู้มีบทบาท อีกทั้งยังเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณที่ดีของชาวพุทธ กิจวัตรประจำวัน คือ การทำวัตรเช้า-เย็น ฉันภัตตาหารภายในบาตร (ฉันมื้อเดียว) และฝึกอบรมกรรมฐาน นั่งสมาธิภาวนา
เมืองโกลด์ โคสท์ ถึงแม้ว่าจะมีประชาชนชาวไทย อาศัยอยู่จำนวนไม่มากนักโดยส่วนใหญ่ จะอาศัยอยู่เรียงรายตามหัวเมืองต่างๆ บริเวณใกล้เคียง จะอย่างไรก็ตามทุกคนก็มีความปรารถนาดี มีความจริงใจที่จะสร้างวัดแห่งนี้ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จึงขอฝากไว้ให้เป็นขวัญและกำลังใจ...ขออำนาจคุณพระศรีไตรรัตน์ เป็นฉัตรแก้วปกป้องให้คลาดแคล้ว ภัยพาล อยู่เป็นสุขสำราญ ตลอดนิจนิรันดร์กาล ..เทอญ
ประวัติ และความเป็นมาของวัดพุทธรังษี โตเกียว
ณ วันนี้ จะขอเล่าเรื่องประวัติความเป็นมา ของการสร้างวัดไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่มีนามชื่อว่า “วัดป่าพุทธรังษี (โตเกียว)” เรื่องเริ่มต้นเมื่อท่านพระครูปลัดอภิชัย อภิปุญฺโญ (ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์ ที่ “พระครูวิเทศธรรมานุศาสน์”) เจ้าอาวาสวัดพุทธรังษี (แอนนันเดล) นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนคณะศรัทธาญาติโยม ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาจึงได้คิดริเริ่มก่อตั้งวัดแห่งนี้ขึ้น...
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 พระครูปลัดอภิชัย พร้อมด้วยพระอาจารย์วิวัฒน์ ยโสธโร และพระครูสมุห์ประเสริฐ อติสโย วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนชุมชนชาวไทยที่พำนักอาศัยอยู่ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีคุณโศรดา คันซากิ เป็นผู้นิมนต์ให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนในคราครั้งนั้น ในขณะที่เดินทางมาถึงสนามบินนาริตะนั้น คุณโศรดา ได้เดินทางมารับที่สนามบิน เพื่อนำไปจำวัดที่วัดปากน้ำญี่ปุ่น (ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย พระเดชพระคุณฯ เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ) พระสงฆ์ทั้ง 3 รูป จึงได้เข้าพำนักจำวัดที่วัดแห่งนี้หนึ่งคืน โดยมีท่านพระครูสุธรรมาภินนท์ และคณะสงฆ์วัดปากน้ำญี่ปุ่น ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นอย่างดียิ่ง
หลังจากนั้นรุ่งเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 คุณนันทนา ฮิโนซากิ (เจ๊นา) ได้นำรถยนต์ส่วนตัวมารับบริการนำไปส่งที่เมืองโอเม่ ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยอีกแห่งหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น พร้อมกันนี้ในวันเดียวกันนั้น ก็ได้เข้าพักแรมที่ร้านขนมปัง ของซาโจ้ชาวญี่ปุ่นหนึ่งคืน และภายในคืนวันนั้นเอง พระครูปลัดอภิชัย จึงได้มีโอกาสปรารภปรึกษาหารือกับคณะศรัทธาญาติโยม เกี่ยวกับการหาสถานที่สร้างวัด และจัดตั้งสมาคมชุมชนชาวพุทธไทย ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อหาแนวทางสร้างวัดในโอกาสต่อไป แต่คณะศรัทธาญาติโยมยังไม่มั่นใจเพราะไม่เคยคิดมาก่อน และยังไม่ได้คิดโครงการสร้างวัดดังกล่าวนั้นมาก่อน ดังนั้น พระครูปลัดอภิชัย จึงได้ให้แนวทางวางหลักการกว้างๆ ฝากไว้ให้เป็นการบ้านกับคณะศรัทธาญาติโยมชาวเมืองโอเม่ โดยมอบหมายให้คุณโศรดา ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อประสานงาน เรื่องการสร้างวัด ขอให้พินิจพิจารณาดูกันให้ดีถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง
ต่อมารุ่งเช้าวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 ก็ได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่วัดมุงซุ่ยอิง (วัดญี่ปุ่น) เป็นวัดที่เก่าแก่ มีอายุราวประมาณกว่า 400 ปีมาแล้ว ได้พักแรมคืนอยู่ที่วัดแห่งนั้นรวมเป็นเวลา 5 คืน ในช่วงที่พักอยู่ที่นั่น หลวงพ่อ(พระสงฆ์ชาวญี่ปุ่น) เจ้าสำนักมีจิตใจดีมาก ได้ให้
ความสะดวกสบายช่วยเหลือและบริการอย่างดียิ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ได้เดินทางไปทัศนะศึกษา กราบนมัสการขอพรจากหลวงพ่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ไดบัสสึ เมืองคะมะกุระ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มากที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
หลังจากที่ได้เดินทางกลับจากกราบนมัสการหลวงพ่อใหญ่ ไดบัสสึ เมืองคะมะกุระ เรียบร้อยแล้ว ก็ได้อำลาคณะศรัทธาญาติโยม พร้อมกับฝากเรื่องการหาสถานที่ หรือที่ดิน เพื่อสร้างวัดตามที่ได้พูดคุยหารือกันนั้น และแล้วภายในวันนั้นเอง คณะพระสงฆ์ก็ได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เพื่อรอฟังข่าวสารจากคุณโศรดา และคุณจูน ฟูกะยะ ผู้ประสานงานเกี่ยวกับที่ดินสร้างวัด ในระหว่างนั้น ก็ได้พยายามติดต่อประสานงานกับคุณโศรดา และคุณจูนอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงเดือนสิงหาคม 2551 ก็ได้รับทราบข่าวดี จากคุณโศรดา รายงานให้ทราบข่าวทางโทรศัพท์เกี่ยวกับสถานที่สร้างวัด ซึ่งมีที่ดินอยู่ประมาณ 2 - 3 แปลง จึงขอนิมนต์ พระครูปลัดอภิชัย ให้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจดูสถานที่และที่ดินดังกล่าว ว่ามีความเหมาะสม สามารถที่จะตั้งเป็นวัด พร้อมทั้งมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนประการใด เป็นต้น
ต่อมา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ในระหว่างฤดูกาลเข้าจำพรรษา ของพระภิกษุสงฆ์ พระครูปลัดอภิชัย พร้อมด้วยพระครูสมุห์ประเสริฐ อติสโย และคุณสมวงศ์ เวยยาวัจจมัย โยมอุปถัมภ์วัด ได้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อดูสถานที่และที่ดินสร้างวัดดังกล่าว เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินนาริตะ ก็ได้พบกับคุณวีระศักดิ์เล็ก วงศ์ประเสริฐ เจ้าของและผู้จัดการมวยไทยยิม พร้อมทั้งคุณโศรดา ได้นำรถยนต์มารับบริการไปฉันภัตตาหารที่โรงยิมเทนโนได เมืองจิบะ หลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปยังเมืองโอเม่ อีกเป็นครั้งที่สอง โดยได้เข้าพักแรมคืนที่ร้านนวดสมุนไพรโบราณของคุณจูน เป็นเวลา 5 วัน ขณะที่เดินทางมาถึงที่พักแล้ว จึงได้มีโอกาสปรึกษาหารือพูดคุยกับคุณโศรดา คุณวีระศักดิ์ คุณเจี๊ยบ และคุณจูน เกี่ยวกับการหาสถานที่สร้างวัด ต่างคนก็ได้ตัดสินใจจับมือร่วมกัน เพื่อแสวงหาสถานที่ดินสร้างวัดดังกล่าว ต่อมาในวันรุ่งขึ้น คุณโศรดาก็ได้นัดหมายกับคุณคุโดซัง ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้จัดการสถาบันการศึกษา วิทยาลัยการศึกษาแห่งหนึ่ง ในกรุงโตเกียว เพื่อประชุมตกลงกับบริษัทนายหน้าขายที่ดิน พร้อมกันนี้ได้เดินทางไปดูที่ดินอยู่หลายแห่ง แต่ก็พิจารณาเห็นว่า ไม่เหมาะที่จะตั้งเป็นวัด จึงขอเวลานำไปคิดทบทวนประกอบการพิจารณาดูก่อน หลังจากนั้น คณะทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย
ก่อนออกพรรษาประมาณเดือนตุลาคม คุณโศรดาได้รายงานข่าวให้ทราบว่า ได้ไปพบกับคุณลำพูน วาชิมิ เจ้าของร้านอาหารไทยล้านนา เมืองฮาชิโอจิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองโอเม่ และกรุงโตเกียวเท่าไหร่นัก คุณโศรดาได้ปรารภเรื่องเกี่ยวกับการหาสถานที่และที่ดินสร้างวัดให้กับคุณลำพูน เพื่อทราบ เมื่อคุณลำพูนทราบเรื่องแล้ว จึงนึกขึ้นได้ว่ามีลูกค้าที่ร้านอาหารคนหนึ่งชื่อ คุณคุโบซัง ซึ่งทำงานเป็นนายหน้าขายที่ดิน เคยมาทานอาหารที่ร้านประจำ หลังจากนั้นต่อมา คุณลำพูนก็ได้แนะนำคุณโศรดาให้รู้จักกับคุณคุโบซัง ต่อมาไม่นานนัก คุณคุโบซัง ก็ได้นำคุณโศรดาและคุณลำพูนไปตรวจดูที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยคิวริน มีการคมนาคมไปมาสะดวกมากมีรถเมล์หลายสาย วิ่งผ่าน เหมาะที่จะตั้งเป็นวัด ในขณะเดียวกัน คุณลำพูน ก็ได้ถ่ายวีดิโอส่งมาถวาย เพื่อให้พระครูปลัดอภิชัย พิจารณาดูเพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจ
หลังจากนั้น พระครูปลัดอภิชัย ได้ประชุมคณะสงฆ์ และคณะศรัทธาญาติโยมกรรมการวัดพุทธรังษี (แอนนันเดล) เรื่องการสร้างวัดไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทุกท่านทุกคนต่างก็มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ หลังจากออกพรรษาแล้ว เมื่อเสร็จจากงานทำบุญทอดกฐินที่ วัดพุทธรังษี (แอนนันเดล) และวัดสังฆรัตนาราม (โกลด์โคสท์) เรียบร้อยแล้ว จึงมีโครงการที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อตรวจสอบดูสถานที่ และที่ดินสำหรับตั้งเป็นวัดดังกล่าวนั้น
ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 พระครูปลัดอภิชัย อภิปุญฺโญ พร้อมด้วยพระมหาวิรัตน์ สุเมธิโก คุณปัญญา พูลชัย กรรมการวัด คุณสมวงศ์ เวยยาวัจจมัย เจ้าของและผู้จัดการร้านอาหารไทยสิทธิธาดา ซึ่งเป็นโยมอุปถัมภ์วัด รวมเป็น 2 ท่าน และ 2 คน ครบจำนวนนับได้เป็นเลข 4 จึงได้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบดูสถานที่และที่ดินที่ตั้งวัด ตามที่คุณโศรดากับคุณลำพูนได้ถวายรายงานเพื่อให้ทราบแล้วนั้น เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินนาริตะ คณะทั้งหมดก็ได้เตรียมรอขึ้นรถบัสลีโมซีน จากสนามบินนาริตะไปยังเมืองอาชิโอจิ เพื่อพบกับคุณโศรดา และคุณลำพูน พร้อมกับคณะศรัทธาญาติโยมชาวพุทธอีกกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่อาศัยในเมืองฮาชิโอจิ และได้พักอาศัยอยู่ที่เมืองแห่งนั้น เป็นเวลานานพอสมควรโดยตั้งจิตอธิษฐานแน่วแน่ ว่าถ้าหากไม่พบ หรือไม่ได้ที่ดินสร้างวัด จะไม่เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้น ก็ได้ไปตรวจดูสถานที่ หรือที่ดินหลายแปลงหลายแห่ง แต่ก็ไม่มีสถานที่เหมาะสมกับการสร้างวัด เมื่อกล่าวโดยสรุป ได้พิจารณาเห็นว่า ที่ดินที่ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยคิวริน ตามที่ญาติโยมได้ถวายรายงานให้ทราบแล้วนั้น มีความเหมาะสม ควรที่จะตั้งเป็นวัดมากที่สุด จึงได้มอบหมายให้คุณโศรดา และคุณคุโดซัง พร้อมกับคุณคุโบซัง เป็นผู้ติดต่อกับเจ้าของบ้าน และบริษัทนายหน้าขายที่ดิน คือคุณทะคิรีซัง เพื่อทำเอกสารสัญญาการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น
ต่อมาภายหลังไม่นานนัก คุณปัญญา และคุณสมวงศ์ ก็ได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย ส่วนพระครูปลัดอภิชัย และพระมหาวิรัตน์ สุเมธิโก คงยังพำนักอาศัยอยู่ที่เมืองฮาชิโอจิต่อไป เพื่อทำงานทางด้านเอกสารหลายๆอย่าง กับคุณคุโดซัง และคุณโศรดา ส่วนงานด้านเอกสารที่เป็นภาษาญี่ปุ่น (เกี่ยวกับเรื่องซื้อขายที่ดิน) นั้น ก็ได้มอบหมายให้คุณคุโดซัง เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับนักกฎหมายท้องถิ่น และรัฐบาลญี่ปุ่นต่อไปจนกว่าจะได้สถานที่และที่ดินผืนนี้เป็นผลสำเร็จ มีการเจรจาตกลงทำเอกสารสัญญากับบริษัทขายที่ดิน โดยใช้เวลานานกว่า 4-5 เดือน ในที่สุดจึงได้นัดหมายทำสัญญาซื้อขายกัน
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ได้มีการนัดหมายตกลงเซ็นต์สัญญาซื้อขายที่ดิน กับบริษัทนายหน้าขายที่ดิน คือคุณทะคิรีซัง โดยบ้านพร้อมที่ดินหลังดังกล่าวนี้ มีมูลค่าราคา 30,500,000 เยน (สามสิบล้านห้าแสนเยนถ้วน) และได้วางเงินมัดจำล่วงหน้า จำนวนเงิน 3,000,000 เยน (สามสิบหมื่นเยน หรือ 3 ล้านเยน) ส่วนจำนวนเงินที่เหลือนอกจากนั้น จะต้องจ่ายงวดสุดท้ายในวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยผู้ขายได้ให้สัญญากับผู้ซื้อ ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปภายใน 3 เดือนข้างหน้า จะต้องจ่ายเงินทั้งหมดตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้วนั้น (เจ้าของบ้านและที่ดิน คือคุณมารีซัง ซี่งได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้มาประมาณ 40 ปีแล้ว หลังจากที่สามีเสียชีวิตไปเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา) เมื่อกล่าวโดยสรุปคณะพวกเราทั้งหมด ที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ในการทำสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินแห่งนี้ ในวันนั้น คือคุณโศรดา คุณคุโดซัง คุณมยุรี คุณวีระศักดิ์ คุณต๋อย และ Mr. Steve เป็นต้น ทุกฝ่ายทุกท่านได้ให้ความร่วมมือแปลเอกสาร พร้อมทั้งให้กำลังใจ จนกระทั่งการทำสัญญาเสร็จสิ้นลงด้วยดีทุกประการ หลังจากนั้น พระครูปลัดอภิชัย และพระมหาวิรัตน์ สุเมธิโก ก็ได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เพื่อรอฟังข่าวเหตุการณ์ หลังจากมีการเซ็นต์สัญญาซื้อขายที่ดินกันเรียบร้อยแล้ว จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 พระครูปลัดอภิชัย และพระมหาวิรัตน์ สุเมธิโก จะต้องเดินทางกลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำหนังสือสัญญาโอนกรรมสิทธิที่ดิน และจ่ายเงินงวดสุดท้ายให้หมดตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้หลังจากครบกำหนด 3 เดือนล่วงไปแล้ว
และหลังจากที่รอเอกสารสัญญาโอนกรรมสิทธิที่ดินในระหว่างนั้น คณะศรัทธาญาติโยมชาวเมืองฮาชิโอจิ ซึ่งมีคุณองุ่น คุณลำพูน คุณบี และคุณมยุรี ได้จัดที่พักถวาย เนื่องจากบ้านและที่ดิน ที่จะทำการซื้อนั้น ยังไม่สามารถจะเข้าไปพักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังนั้นได้ จนกระทั่งเหลือเวลาอีก 2 เดือนจะเข้าพรรษา ท่านพระครูปลัดอภิชัย จึงได้มีการนัดหมายประชุมกับคุณโสรดา และคุณคุโดซัง ขอเจรจาทำสัญญาจ่ายเงินเพื่อขอให้พระภิกษุสงฆ์เข้าไปอยู่จำพรรษาในบ้านหลังนั้นให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องการทำเอกสารสัญญาจ่ายเงินงวดสุดท้ายนั้น ให้รอไปก่อนจนกระทั่งทุกฝ่ายพร้อมเพรียงกัน จึงจะมีการประชุมนัดหมายเจราจากันอีกครั้งหนึ่ง
เหลือเวลาอีกเพียง 7 วันก่อนที่จะเข้าพรรษา จึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวนั้นได้ และในขณะเดียวกัน คณะญาติโยมก็ได้พร้อมเพรียงใจกันจัดเตรียมสถานที่ เพื่อจัดงานพิธีเปิดวัด พร้อมกันนี้ได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ และพระเถรานุเถระ จากประเทศออสเตรเลีย และประเทศไทย โดยมีพระเดชพระคุณฯ พระธรรมเจติยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน กรุงเทพฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และฯพณฯเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คุณสุวิทย์ สิมะสกุล เป็นประธานฝ่ายฆราวาส มีพระสงฆ์เดินทางมาร่วมเจริญพระพุทธมนต์ ในงานพิธีเปิดวัดจำนวน 11 รูป พร้อมกับพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น ประมาณกว่า 200 คน ได้เข้าร่วมประกอบพิธีทำบุญเปิดวัดในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2552 ซึ่งงานดังกล่าวนี้ ได้รับความสนใจ และได้รับการสนับสนุนร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่ายจนกระทั่งงานนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีทุกประการ
ในการนี้ จึงขอกราบขอบพระคุณ พระเถรานุเถระ และพระสงฆ์ทุกรูป ที่ได้รับนิมนต์เพื่อมาเป็นเกียรติ เป็นสักขีพยานร่วมงานพิธีเปิดวัดในครั้งนี้ พร้อมกันนี้ก็ขอขอบคุณ/ขอบใจ ท่านพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น ทั้งที่ได้เอ่ยนาม และไม่ได้เอ่ยนามมา ณ ที่นี่ ทุกท่านทุกคนที่ให้ความร่วมมือร่วมใจสนับสนุน พร้อมกับให้ความอุปถัมภ์ตลอดเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จทุกประการ จึงขออนุโมทนาขอบคุณ/ขอบใจมา ณ โอกาสนี้ด้วย
หลังจากเสร็จงานพิธีเปิดวัดเรียบร้อยแล้ว ในระหว่างวันที่ 4 - 5 กรกฎาคม 2552 พระครูปลัดอภิชัย พร้อมด้วยคณะสงฆ์และคณะศรัทธาญาติโยมชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เมืองฮาชิโอจิ และเมืองอื่นๆที่อยู่รอบบริเวณใกล้เคียงกรุงโตเกียว ได้พร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจ จัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา” โดยคณะสงฆ์และคณะศรัทธาญาติโยมวัดป่าพุทธรังษี (โตเกียว) ได้ร่วมใจกันประกอบพิธีทำบุญตักบาตร บวชเนกขัมมะ และเวียนเทียน เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาดังกล่าวนี้ด้วย
ในวันเดียวกันนั้นเอง ท่านพระครูปลัดอภิชัย พร้อมด้วยคณะสงฆ์และคณะศรัทธาญาติโยมได้ประชุมลงมติเกี่ยวกับการตั้งชื่อวัด ที่เหมาะสมกับสถานภาพบ้านเมือง หรือพื้นที่/ที่ดินแห่งนี้ ในที่สุดจึงได้ลงมติให้ตั้งชื่อวัด ว่า “วัดป่าพุทธรังษี (โตเกียว)” เพราะคำว่า “พุทธรังษี” แปลว่า รังสีหรือรัศมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนึ่ง ชื่อวัดดังกล่าวนี้ ได้รับการประทานพระนาม จากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ทรงมีพระประสงค์ประทานนามให้กับวัดพุทธรังษี นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ดังนั้น วัดป่าพุทธรังษี (โตเกียว) นี้ จึงเกิดขึ้นเพราะได้อาศัย วัดพุทธรังษี (แอนนันเดล) นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นผู้ให้การสนับสนุนอุปถัมภ์การสร้างวัดไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยประการฉะนี้แลฯ
สำหรับคณะกรรมการบริหารงาน วัดป่าพุทธรังษี (โตเกียว) นั้น ในเบื้องต้นนี้ ได้แต่งตั้งคณะทำงาน และผู้ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานในระหว่างการก่อตั้งวัดแห่งนี้ ในการนี้ ท่านพระครูปลัดอภิชัย อภิปุญโญ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว
มีรายนามดังต่อไปนี้
1. พระครูวิเทศธรรมานุศาสน์ วัดพุทธรังษี (แอนนันเดล) ประเทศออสเตรเลีย ประธานกรรมการบริหาร
2. พระมหาวิรัตน์ สุเมธิโก วัดพุทธรังษี (แอนนันเดล) ประเทศออสเตรเลีย กรรมการ/เลขานุการ
3. พระพิชัย ฉินฺนกาโม วัดป่าพุทธรังษี (โตเกียว) ประเทศญี่ปุ่น รักษาการเจ้าอาวาส
4. พระเก่ง สีลเตโช วัดป่าพุทธรังษี (โตเกียว) ประเทศญี่ปุ่น กรรมการ/ผู้ช่วยเลขานุการ
5. คุณโศรดา คันซากิ เมืองโอเม่ ประเทศญี่ปุ่น กรรมการ
6. คุณประพันธ์ กล้าหาญ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรรมการ
7. คุณลำพูน วาชิมิ เมืองฮาชิโอจิ ประเทศญี่ปุ่น กรรมการ
8. คุณมยุรี มิซุยโกชิ เมืองฮาชิโอจิ ประเทศญี่ปุ่น กรรมการ/เหรัญญิก
9. Mr. Hagino Mazashi กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรรมการที่ปรึกษา
ในท้ายที่สุดนี้ การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างวัดไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางมาถึงบรรทัดใกล้จะสุดท้ายแล้ว ผิดถูกประการใดบ้าง หากท่านผู้อ่านที่เคยได้ทำงานร่วมกัน หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน มีความคิดเห็นเป็นประการใด หรือจดจำสิ่งใดได้บ้าง ขอได้โปรดให้คำชี้แนะนำทาง เพื่อที่จะได้เก็บรวบรวมเป็นเอกสาร ข่าวสารข้อมูล เพื่อสร้างความสนใจ ทำให้เกิดศรัทธาต่อท่านผู้อ่านทั้งหลาย หรือ สามารถจะนำเรื่องราวดังกล่าวนี้ เล่าให้กับอนุชนรุ่นหลัง เพื่อให้รู้จักประวัติความเป็นมา หรือสืบสานเรื่องราวของวัดแห่งนี้ ในอนาคตกาลข้างหน้าสืบต่อไป ดังนี้แลฯ.
รวมลิงค์วัดไทยในออสเตรเลีย
- วัดป่าพุทธรังษี ลูเมียร์
39 Junction Rd, Leumeah NSW 2560
Tel. 02 4625 7930
- วัดพุทธรังษี สแตนมอร์
88 Stanmore Rd, Stanmore, NSW 2048
Tel. 02 9557 2039
- วัดป่าสุญญตาราม บันดานูน
Lot 13 Teudts Rd, Bundanoon, NSW 2578
Tel. 02 4884 4262
- วัดธัมมธโร แคนเบอร่า
80 Archibald st, Lyneham, ACT 2602
Tel: 02 6249 8594
- วัตรัตนประทีปวิหาร อาดิเลด
45 Smith St, Thebarton, Adelaide, SA 5031
Tel. 08 8443 5856
- วัดธรรมรังษี เมลเบิร์น
387-389 Springvale Rd, Forest Hill, VIC 3131
Tel. 03 9878 6162
- วัดไทยพุทธาราม ควีนส์แลนด์
1 Paradise Rd, Forestdale, QLD 4118
Tel. 07 3806 8900
- วัดไทยพุทธาราม ควีนส์แลนด์
36-38 Chirio Street, Redlynch, Cairns, QLD 4870
Tel. 07 405 333 12



